เรื่องพระปูติคัตตติสสเถระ
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภพระเถระ ชื่อว่า ปูติคัตตติสสเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อจิรํ วตยํ กาโย" เป็นต้น.
พระเถระกายเน่า
ได้ยินว่า กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง ฟังธรรมกถาในสำนัก ของพระศาสดา ถวายชีวิตในพระศาสนา ได้บรรพชาอุปสมบทแล้วได้ชื่อว่า พระติสสเถระ. เมื่อกาลล่วงไป ๆ โรคเกิดขึ้นในสรีระของท่าน. ต่อมทั้งหลาย ประมาณเท่าเมล็ดผักกาดผุดขึ้น. มัน (โตขึ้น) โดยลำดับประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ประมาณเท่าเมล็ดถั่วดำ ประมาณเท่าเมล็ด กระเบา ประมาณเท่าผลมะขามป้อม ประมาณเท่าผลมะตูม แตกแล้ว. สรีระทั้งสิ้น ได้เป็นช่องเล็กช่องน้อย ชื่อของท่านเกิดขึ้นแล้วว่า พระปูติคัตตติสสเถระ (พระติสสเถระผู้มีกายเน่า). ต่อมา ในกาลเป็นส่วนอื่น กระดูกของท่าน แตกแล้ว. ท่านได้เป็นผู้ที่ใคร ๆ ปฏิบัติไม่ได้. ผ้านุ่งและผ้าห่มเปื้อนด้วยหนองและเลือด ได้เป็นเช่นกับขนมร่างแห. พวกภิกษุมีสัทธิวิหาริกเป็นต้นไม่อาจจะปฏิบัติได้ (จึงพากัน) ทอดทิ้ง แล้ว. ท่านเป็นผู้ไม่มีที่พึ่งนอน ( แซ่ว ) แล้ว.
พระพุทธเจ้าทรงพยาบาลและทรงแสดงธรรม
ก็ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลา ย ย่อมไม่ทรงละการตรวจดูโลก สิ้น ๒ วาระ (คือ) ในกาลใกล้รุ่ง เมื่อทรงตรวจดูโลก ทรงตรวจดูจำเดิมแต่ขอบปากแห่งจักรวาล ทำพระญาณให้มุ่งต่อพระคันธกุฎี. เมื่อทรงตรวจดูเวลาเย็น ทรงตรวจดูจำเดิมแต่พระคันธกุฎี ทำพระญาณให้มุ่งต่อที่(ออกไป ) ภายนอก. ก็ในสมัยนั้น พระปูติคัตตติสสเถระ ปรากฏแล้วภายในข่ายคือพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของติสสภิกษุ ทรงดำริว่า "ภิกษุนี้ ถูกพวกสัทธิวิหาริกเป็นต้น ทอดทิ้งแล้ว, บัดนี้ เธอยกเว้นเราเสีย ก็ไม่มีที่พึ่งอื่น" ดังนี้ แล้ว จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เหมือนเสด็จเที่ยวจาริกในวิหาร เสด็จไปสู่โรงไฟ ทรงล้างหม้อ ใส่น้ำ ยกตั้งบนเตา เมื่อทรงรอให้น้ำร้อนได้ประทับยืนในโรงไฟนั่นเอง:ทรงรู้ความที่น้ำร้อนแล้ว เสด็จไปจับปลายเตียงที่ติสสภิกษุนอน. ในกาลนั้น พวกภิกษุ กราบทูลว่า "ขอพระองค์ จงเสด็จหลีกไป พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์จักยก(สำนวนภาษามคธ ใช้คหธาตุ. ) (เอง) แล้ว ( ช่วยกัน ) ยกเตียง นำไปสู่โรงไฟ. พระศาสดาทรงให้นำรางมาทรงเทน้ำร้อน ( ใส่ ) แล้ว ทรงสั่งภิกษุเหล่านั้นให้ ( เปลื้อง ) เอาผ้าห่มของเธอ ให้ขยำด้วยน้ำร้อน แล้วให้ผึ่งแดด ลำดับนั้น พระศาสดา ประทับยืนอยู่ในที่ใกล้ของเธอ ทรงรดสรีระนั้นให้ชุ่มด้วยน้ำอุ่นทรงถูสรีระของเธอ ให้เธออาบแล้ว . ในที่สุดแห่งการอาบของเธอ,ผ้าห่มนั้นแห้งแล้ว. ทีนั้น พระศาสดาทรงช่วยเธอให้นุ่งผ้าห่มนั้น ทรงให้ขยำผ้ากาสาวะที่เธอนุ่งด้วยน้ำ แล้วให้ผึ่งแดด. ทีนั้น เมื่อน้ำที่กายของเธอพอขาด (คือแห้ง) ผ้านุ่งนั้นก็แห้ง. เธอนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่งห่มผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง เป็นผู้มีสรีระเบา มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นอนบนเตียงแล้ว. พระศาสดาประทับยืน ณ ที่เหนือศีรษะของเธอ ตรัสว่า"ภิกษุ กายของเธอนี้ มีวิญญาณไปปราศแล้ว หาอุปการะมิได้ จักนอนบนแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวึ อธิเสสฺสติ
ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ นิรตฺถํว กลิงคฺรํ.
"ไม่นานหนอ กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน. กายนี้ มีวิญญาณไปปราศ อันบุคคลทิ้งแล้ว, ราวกับ ท่อนไม้ไม่มีประโยชน์ฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจิรํ วต เป็นต้น ความว่า ภิกษุ ต่อกาลไม่นานเลย กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน คือจักนอนเบื้องบนแห่งแผ่นดิน ที่สัตว์นอนแล้วด้วยการนอนปกตินี้. ด้วยบทว่า ฉุฑฺโฑ พระศาสดา ทรงแสดงเนื้อความว่า "กาย นี้ จักเป็นของชื่อว่าเปล่า เพราะความมีวิญญาณไปปราศ ถูกทอดทิ้ง แล้วนอน." เหมือนอะไร ? เหมือนท่อนไม้ ไม่มีประโยชน์. อธิบายว่า เหมือนท่อนไม้อันไร้อุปการะ ไม่มีประโยชน์, จริงอยู่ พวกมนุษย์ผู้มีความต้องการด้วยทัพสัมภาระ เข้าไปสู่ป่า แล้ว ตัดไม้ตรงโดยสัณฐานแห่งไม้ตรง ไม้คดโดยสัณฐานแห่งไม้คด ถือเอา (เป็น) ทัพสัมภาระ, แต่ตัดไม้เป็นโพรง ไม้ผุ ไม้ไม่มีแก่น ไม้เกิดเป็นตะปุ่มตะป่ำที่เหลือ ทิ้งไว้ในป่านั้นนั่นเอง มนุษย์พวกอื่นผู้มี ความต้องการด้วยทัพสัมภาระมาแล้ว ชื่อว่า หวังถือเอาชิ้นไม้ที่ถูกทิ้ง ไว้นั้น ย่อมไม่มี, มนุษย์เหล่านั้น แลดูไม้นั้นแล้ว ย่อมถือเอาไม้ ที่เป็นอุปการะแก่ตนเท่านั้น; ไม้นอกนี้ ย่อมเป็นไม้ถมแผ่นดินอย่างเดียว,
ก็ไม้นั้น พึงเป็นไม้แม้ที่ใคร ๆ อาจจะทำเชิงรองเตียงหรือเขียงเท้า หรือว่าตั่งแผ่นกระดาน ด้วยอุบายนั้น ๆ ได้; ส่วนว่า บรรดาส่วน ๓๒ ใน อัตภาพนี้ แม้ส่วนหนึ่ง ชื่อว่า เข้าถึงความเป็นของที่จะพึงถือเอาได้ด้วย สามารถแห่งอุปกรณ์วัตถุ มีเชิงรองเตียงเป็นต้น หรือด้วยมุขเป็นอุปการะ อย่างอื่น ย่อมไม่มี กายนี้มีวิญญาณไปปราศแล้ว ต่อวันเล็กน้อยเท่านั้น ก็จักต้องนอนเหนือแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้ไม่มีประโยชน์ฉะนั้น ดังนี้แล.
พระปูติคัตตติสสเถระนิพพาน
ในเวลาจบเทศนา พระปูติคัตตติสสเถระ บรรลุพระอรหัตพร้อม ด้วยปฏิสัมภิทาแล้ว. แม้ชนอื่นเป็นอันมาก ก็ได้เป็นพระอริยบุคคลมี พระโสดาบันเป็นต้น. ฝ่ายพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้วก็ปรินิพพาน. พระศาสดาโปรดให้ทำสรีรกิจของท่าน ทรงเก็บ ( อัฐิ ) ธาตุ แล้วโปรดให้ทำเจดีย์ไว้.
พวกภิกษุ กราบทูลถามพระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า พระปูติคัตตติสสเถระ บังเกิดในที่ไหน ?"
พระศาสดา. เธอปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลาย.
พวกภิกษุ. พระเจ้าข้า กายของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่ง
พระอรหัตเห็นปานนั้น เกิดเป็นกายเน่า เพราะเหตุอะไร ? กระดูกทั้งหลายแตกแล้ว เพราะเหตุอะไร ? อะไรเป็นเหตุถึงควานเป็นอุปนิสัยแห่ง
พระอรหัตของท่านเล่า ? พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย ผลนี้ทั้งหมด เกิดแล้วแก่ติสสะนั่นก็เพราะกรรมที่ตัวทำไว้.
พวกภิกษุ. ก็กรรมอะไร ? ที่ท่านทำไว้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ถ้ากระนั้น พวกเธอจงฟัง"
ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสดังต่อไปนี้ :-)
บุรพกรรมของพระติสสะ
ติสสะนี้เป็นพรานนก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระ-นามว่ากัสสปะ ฆ่านกเป็นอันมากบำรุงอิสรชน,ขายนกที่เหลือจากนก ที่ให้แก่อิสรชนเหล่านั้น. คิดว่า "นกที่เหลือจากขาย อันเราฆ่าเก็บไว้จักเน่าเสีย" จึงหักกระดูกแข้งและกระดูกปีกของนกเหล่านั้น ทำอย่างที่มันไม่อาจบินหนีไปได้ แล้วกองไว้. เขาขายนกเหล่านั้นในวันรุ่งขึ้น, ในเวลาที่ได้นกมามากมาย ก็ให้ปิ้งไว้ เพื่อประโยชน์แห่งตน. วันหนึ่ง เมื่อโภชนะมีรสของเขาสุกแล้ว พระขีณาสพองค์หนึ่ง เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของเขา เขาเห็นพระเถระแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส
คิดว่า "สัตว์มีชีวิตมากมาย ถูกเราฆ่าตาย, ก็พระผู้เป็นเจ้ายืนอยู่ที่ประตูเรือนของเรา และโภชนะอันมีรสก็มีอยู่พร้อมภายในเรือน, เราจะถวายบิณฑบาตแก่ท่าน " ดังนี้แล้วจึงรับบาตรของพระขีณาสพนั้น ใส่โภชนะอันมีรสนั้นให้เต็มบาตรแล้ว ถวายบิณฑบาตอันมีรส แล้วไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กล่าวว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าพึงถึงที่สุดแห่งธรรมที่ท่านเห็นเถิด." พระเถระได้ทำอนุโมทนาว่า "จงเป็นอย่างนั้น."
ประมวลผลธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ผล (ทั้งหมด ) นั่นสำเร็จแล้วแก่ติสสะ ด้วย อำนาจแห่งกรรมที่ติสสะทำแล้วในกาลนั้นนั่นเอง; กายของติสสะเกิดเน่าเปื่อย, และกระดูกทั้งหลายแตก ก็ด้วยผลของการทุบกระดูกนกทั้งหลาย;ติสสะบรรลุพระอรหัต ก็ด้วยผลของการถวายบิณฑบาตอันมีรสแก่พระขีณาสพ ดังนี้แล
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
สัตว์ทั้งหลายเกิดมาใช้กรรมเก่า
โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ เอกาหํ ชีวิตํ เสยโย ปสฺสโต อุทยพฺพยํ บุคคลผู้เห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไป (ของสังขารทั้งหลาย) แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็ประเสริฐกว่า บุคคลผู้ไม่เห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไป (ของสังขารทั้งหลาย) ถึงจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี จาก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรค ข้อ ๑๘ เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล ท้องฟ้าที่กระจ่างกลับมืดครึ้ม เขาใหญ่ดูดำทมึน ลมพัดกระโชกแรง จนหญ้าเอนลู่ราบลงดิน ไม้ใหญ่เล่าก็โอนเอน ใบของมันสะบัดพริ้ว และร่วงพรูปลิวไปตามลม ฝูงนกบินอย่างรวดเร็วกลับรวงรัง มดดำคาบไข่เดินตามกันเป็นทิวแถวหลบเข้าไปอยู่ในโพรงไม้ และแล้วฝนก็พรำลงมา และหนาเม็ดเข้าทุกทีจนตกหนัก ไม่ช้าน้ำก็เจิ่งนองจนท่วมท้น ล้นบ่าจากยอดเขาลงสู่ลำห้วยเบื้องล่าง สายน้ำเชี่ยวกรากปะทะโขดหินน้อยใหญ่ ลัดเลาะไปตามสุมทุมพุ่มพฤกษ์ คดเคี้ยวผ่านซอกเขาลับหายไป เมื่อฝนหยุด ลมสงบ ความมืดก็หายไป ฟ้ากลับสดใสจนมองเห็นเขาใหญ่ถนัดตา ต้นไม้ใบหญ้าดูเขียวสด สะอาด ฝูงนกบินออกจากรวงรัง ส่งเสียงร้องร่าเริง ฝนตกแล้วก็หยุด หยุดแล้วก็ตก ฟ้ามืดแล้วกลับสว่าง สว่างแล้วกลับมืด ชีวิตสัตว์ก็เช่นกัน เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอีก หมุนเวียนเป็นวัฏฏะอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นเช่นนี้มานานเท่าไรก็เหลือจะนับและจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใดก็ไม่อาจคะเนได้ สายน้ำจากที่สูงไหลไปแล้วไม่ไหลกลับฉันใด ชีวิตของสัตว์ที่ล่วงไปแล้วก็ไม่ย้อนกลับมาอีกฉันนั้น กาลเวลาย่อมกลืนกินชีวิตสัตว์ให้ใกล้ต่อความตายเข้าไปทุกเวลานาที ชีวิตนี้ไม่น่ารื่นรมย์เลย แต่คนเขลากลับเห็นว่างามวิจิตร พากันยินดีร่าเริงติดข้องอยู่เหมือนนกติดอยู่ในตาข่าย ใจของ คนเขลาถูกความมืด คืออวิชชาหุ้มห่อไว้ จึงไม่รู้ว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ไม่น่ารื่นรมย์ ถูกไฟ คือราคะ ความกำหนัดยินดี โทสะความโกรธ ความประทุษร้าย โมหะ ความหลงไม่รู้ความจริงเผาไหม้อยู่เป็นนิจ ไยจึงไม่แสวงหาดวงประทีปมาดับความมืดกันเสียเล่า พระอรหันต์ทั้งหลาย ได้จุดประทีปให้สว่างไสวดับความมืดเสียได้แล้ว ชีวิตของท่านดับสนิทแล้ว ไม่ย้อนกลับมาเกิดอีก วัฏฏะของท่านหยุดหมุนแล้ว เมื่อไรวัฏฏะของเราจึงจะหยุดหมุนอย่างท่าน ชีวิตนี้น้อยนัก สั้นนัก บางคนก็ตายเสียแต่ในครรภ์ บางคนออกมาจากครรภ์ก็ตาย บางคนอยู่ ๑ เดือนก็ตาย บางคนปีเดียวก็ตาย บางคนมีชีวิตไปจนหนุ่มสาวแล้วก็ตาย บางคนอยู่ไปจนแก่เฒ่าแล้วก็ตาย ที่อายุยืนอย่างมากก็ไม่เกิน ๑๐๐ ปี หรือจะเกิน ๑๐๐ ปีขึ้นไปก็ไม่มาก แล้วก็ตายเพราะชรา ทุกชีวิตล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว ที่จะไม่ตายไม่มี ผลไม้ที่สุกงอมแล้ว ย่อมร่วงหล่นไปตามธรรมดาฉันใด สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วย่อมตายไปเป็นธรรมดาฉันนั้น ชีวิตนอกจากจะน้อยตามธรรมดาของตนอย่างนี้แล้ว ยังน้อยด้วยขณะ คือตั้งอยู่ได้เพียงชั่วขณะจิตเกิดขึ้นแล้วดับไปครั้งหนึ่งเท่านั้น จิตนั้นเกิดดับรวดเร็วนัก เพียงลัดนิ้วมือครั้งเดียว จิตเกิดดับถึงโกฏิแสนขณะ เมื่อจิตดับชีวิตก็ดับไปขณะหนึ่ง แต่เพราะจิตดับแล้วยังเกิดใหม่สืบต่ออยู่ทุกขณะ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายจึงยืนยาวสืบต่อกันมา ชาติแล้วชาติเล่า เปลี่ยนจากสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ชนิดนั้น เปลี่ยนจากสัตว์ชนิดนั้นเป็นสัตว์ชนิดโน้น จากสัตว์ชนิดโน้นกลับมาเป็นสัตว์ชนิดนี้ จากสัตว์ชนิดนี้กลับเป็นสัตว์ชนิดนั้น หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปอยู่อย่างนี้จนกว่าเมื่อไรจะได้พบดวงประทีป คือปัญญาที่ขจัดความมืด คืออวิชชาที่ห่อหุ้มจิตใจเสียได้ เมื่อนั้นจิตจะดับแล้วไม่เกิดอีกต่อไป ชีวิตก็ดับไปพร้อมกับจิตด้วยเป็นการสิ้นสุดชีวิตกันอย่างแท้จริง ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีเครื่องต้านทาน คือใครๆ ไม่อาจป้องกันให้พ้นจากความตายได้ ทุกชีวิตล้วนตกอยู่ในอำนาจของความตาย มีความตายเป็นเบื้องหน้า เมื่อความตายครอบงำแล้วต้องไปอยู่ปรโลก บิดามารดาก็ไม่อาจป้องกันบุตรไว้ได้ ญาติสนิทมิตรรักก็ไม่อาจป้องกันได้ ชีวิตของสัตว์ไม่มีนิมิตรเครื่องหมายให้รู้ว่า เวลาไหนจะถึงกาลแตกดับ อาจจะตายในนาทีนี้ ชั่วโมงนี้ วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ปีหน้า หรือเมื่อใดก็ได้ จะตายในบ้าน นอกบ้าน หรือที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ จะถูกงูกัดตาย ถูกฆ่าตาย ฆ่าตัวเองตาย เป็นโรคตาย ฯลฯ จะตายดีตายร้ายประการใด หามีใครทราบไม่ พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบความน้อยนิดของชีวิตสัตว์ไว้ในที่หลายแห่งว่า ๑. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนหยดน้ำค้างบนยอดหญ้า พอถูกแสงอาทิตย์ก็แห้งไปโดยรวดเร็ว ๒. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนฟองน้ำที่เกิดจากเม็ดฝนใหญ่ ย่อมแตกไปโดยเร็วพลัน ๓. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนรอยไม้ที่ขีดลงในน้ำ ย่อมกลับเข้าหากันโดยเร็ว ๔. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนน้ำที่ไหลจากภูเขา ย่อมไหลลงไปอย่างเดียวโดยไม่หยุดยั้ง ๕. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนบุรุษมีกำลังตะล่อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้น ย่อมถ่มออกจากปากโดยง่าย ๖. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนชิ้นเนื้อที่ใส่ลงไปในกะทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน เนื้อนั้นย่อมไหม้ไปโดยพลัน ๗. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนแม่โคที่ถูกนำไปฆ่าย่อมเดินเข้าไปใกล้ที่ฆ่า (คือความตาย) ทุกขณะ เพราะเหตุที่บัณฑิต ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ทราบชัดถึงความเป็นไปของชีวิตสัตว์อย่างนี้ว่าไม่มีนิมิต เครื่องหมาย น้อยนิด รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จึงได้เร่งรีบทำกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายนั้นไม่มี ถ้าจะตั้งคำถามว่าสัตว์ทั้งหลายเกิดมาเพื่ออะไร คำตอบก็เห็นจะเป็นว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่า ๑ เพื่อสร้างกรรมใหม่ ๑ และเพื่อตาย ๑ สัตว์ทั้งหลายเกิดมาเพื่อใช้กรรมเก่าอย่างไร การเกิดเป็นสัตว์ในอบาย มีสัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน ล้วนเกิดมาเพราะกรรมเก่า คือ บาปที่ทำเอาไว้นำเกิด เกิดมาแล้วบางเวลาทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส ก็เพราะบาปที่ทำไว้อีกนั่นแหละติดตามมาให้ผล เมื่อใดได้รับความสุขก็เป็นเพราะบุญที่เคยทำไว้มีโอกาสมาให้ผล การเกิดเป็นมนุษย์ และเทวดานั้นอาศัยกรรมเก่าคือบุญที่ทำไว้นำเกิด เกิดมาแล้วบางเวลาก็ได้รับความสุขสบาย เพราะบุญเก่านั้นแหละประสิทธิ์ประสาทให้ แต่บางเวลาก็ได้รับความทุกข์ ทั้งนี้ก็เพราะบาปที่ทำไว้ตามมาให้ผล เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายทำกรรม คือบุญบาปไว้ในอดีต จึงต้องเกิดมารับผลของบุญและบาปที่ทำไว้ บางคนเกิดมาร่ำรวยมหาศาลด้วยผลของบุญ แต่ใช้ความร่ำรวยที่ได้มานั้นในทางที่ผิด เช่นเป็นนักเลงการพนัน เป็นต้น คนอย่างนี้ผู้ใหญ่ท่านเรียกว่า คนกินบุญเก่า เพราะไม่ได้ทำบุญใหม่ไว้สำหรับใช้ในชาติหน้า สัตว์ทั้งหลายเกิดมาใช้กรรมเก่า คือบุญ และบาปที่ตนได้ทำไว้ด้วยอาการอย่างนี้ ชีวิตนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอนไม่ยั่งยืนกำลังบ่ายหน้าไปสู่ความตายทุกวันทุกเวลาทุกนาที อย่าได้ประมาทมัวเมาในวัยในวันและเวลา ว่าเรายังหนุ่มสาว อีกนานนักหนาจึงจะแก่เจ็บตาย เพราะว่าร่างกายสังขารนี้ไม่เที่ยงแท้ อาจมีโอกาสแก่หรือไม่มีโอกาสแก่ก็ได้ จงอย่าประมาทวันเวลาและชีวิต จงรีบสร้างความดีสร้างกุศลบารมีเป็นที่พึ่งแก่ชีวิต อย่าทอดธุระ อย่าเชือนแช เพราะทุกคนต้องแก่แน่ เจ็บแน่ ตายแน่ ไม่มีละเว้นว่ายากดีมีจนคนชั้นต่ำชั้นสูงขอทานยันเศรษฐีล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในอำนาจของพระยามัจจุราชด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้นท่านสาธุชนคนดี จงหมั่นเจริญ ทาน ศีล ภาวนาอย่าละเลย อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เพราะว่าเราผัดเพี้ยนผัดผ่อนกับพระยามัจจุราชท่านไม่ได้ ท่านส่งเสียงเรียกชื่อเราเมื่อใดก็จำเป็นต้องจรลีจากลูกเมียผัวรักในทันใด ไม่ได้โอกาสจะเชือนแช รู้แต่ว่าต้องตายแน่ชีวิตนี้ไม่เที่ยงแท้ต้องเข้าโลง ฉะนั้นจงหมั่นทำบุญกุศลด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้ได้ร่วมในบุญทานการกุศลของเราด้วย เพราะว่าบุคคลที่ทำบุญคนเดียวนั้นก็ได้บุญอยู่ แต่จะขาดพวกพ้องบริวาร ย่อมเดียวดายไร้ญาติขาดมิตร ทำบุญนั้นจงอย่าทำคนเดียว จงชักชวนคนทำให้มากๆ บุคคลนั้นย่อมได้พวกพ้องบริวาร ย่อมมีญาติ มีมิตร มีผู้รู้ใจ มีผู้ช่วยเหลือเกื้อกูล เวลาเห็นใครทำบุญ จงอย่าไปขัดขวาง ถ้าไม่ได้ช่วยเหลือก็ควรเฉยเสีย อย่าพูดให้เขาเสียกำลังใจ อย่าตำหนิติเตียนพูดให้เขาล้มเลิก อย่าดูถูกเหยียดหยามให้เขาน้อยใจ ถ้าเขาเสียกำลังใจหมดศรัทธาเพราะคำพูดของเรา เราจะบาปมาก จงพูดให้กำลังใจแก่เขา ให้เขามีความอดทนต่อความลำบากในการทำบุญ ไม่ท้อแท้ท้อถอยทอดธุระเบื่อหน่าย จงพูดให้เขาเกิดศรัทธาอาจหาญร่าเริงมีแรงกายมีแรงใจในการประกอบกิจการอันเป็นกุศล ถ้าเขาเกิดท้อแท้จะล้มเลิก แต่เราพูดให้เขาเกิดศรัทธากระทำบุญกุศลจนสำเร็จลุล่วง เราจะได้กุศลมาก ชื่อว่าเราได้ช่วยเหลือในกิจการบุญของเขาด้วยวาจา ยิ่งถ้าเราเอากายไปช่วยขวนขวายในกิจการกุศลของเขาให้เบาแรงสำเร็จง่ายก็ยิ่งได้บุญมาก ถ้าหากเราช่วยวางแผนให้กิจการกุศลของเขาสำเร็จลุล่วงชื่อว่าเราช่วยเหลือเขาด้วยกำลังสมอง อานิสงส์จะช่วยให้เรามีปัญญามากเฉลียวฉลาดรอบรู้ในกิจการทั้งหลายทั้งปวง เวลาเห็นใครทำบุญเราควรมีส่วนร่วมกับเขาเสมอ อย่าเชือนแชทอดธุระเพราะว่าบุญจะเป็นที่พึ่งแก่หมู่สัตว์ที่จะละโลกนี้ไปเพราะความตายมาพราก ถ้าไม่ได้ช่วยด้วยทรัพย์จงช่วยด้วยกาย ไม่ได้ช่วยด้วยกายจงช่วยด้วยวาจา ไม่ได้ช่วยด้วยวาจาจงช่วยด้วยสมอง ไม่ได้ช่วยด้วยกำลังสมองให้อนุโมทนาพลอยยินดีสาธุในใจเอาไว้ อย่าดูหมิ่นบุญเล็กน้อยแล้วละเลยไม่กระทำ อย่าดูหมิ่นบาปเล็กน้อยแล้วฝืนกระทำ น้ำหยดทีละหยดยังเต็มตุ่ม กรรมที่สร้างทีละเล็กทีละน้อยจะพลอยมากขึ้นได้ ของมากมาจากของน้อย ร้อยมาจากสิบ เมื่อเรือนกำลังไฟไหม้สิ่งใดที่บุคคลขนออกนอกบ้านได้นั่นแหละจึงจะเป็นของเรา ส่วนของใดที่เก็บเอาไว้ในเรือนนั่นแหละไม่ใช่ของเรา ร่างกายสังขารของเรานี้ก็กำลังถูกไฟคือความแก่ ความเจ็บ ความตายเผาอยู่ ฉะนั้นสิ่งของใดที่เราเก็บเอาไว้นั่นแหละไม่ใช่ของเรา แต่สิ่งของใดที่เราขนออกไปทำบุญให้ทานนั่นแหละจึงเป็นของเราแท้จริง เพราะว่าเมื่อกลายเป็นบุญแล้ว โจรไม่สามารถลักเอาบุญเราไปได้ ไฟไม่สามารถไหม้บุญเราได้ น้ำไม่สามารถชะเอาบุญเราไปได้ ลมไม่สามารถพัดเอาบุญเราไปได้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเอากฎหมายฉบับใดมาอ้างเพื่อยึดบุญเราไปเข้าคลังหลวงก็ไม่ได้ บุญเป็นของที่ใครทำใครได้จะอยู่กับผู้ทำบุญตลอดไปไม่มีใครยื้อแย่งไปได้ ไปไหนไปด้วย ตายไหนตายด้วย ฉะนั้นการให้ทุกอย่างก็คือการได้ทุกอย่าง ส่วนการหวงแหนทุกอย่างก็คือการสูญเสียทุกอย่าง คนเราเวลาเกิดมาก็ไม่ได้เอาสมบัติอะไรมาเลย เวลาตายไปก็ไม่ได้เอาสมบัติอะไรไปเลย ฉะนั้นสมบัติเงินทองข้าวของทั้งหลายที่ผ่านมาในชีวิตนั้นก็ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งสิ้น ฉะนั้นความหวงแหนที่มีในใจคนจึงเป็นความหวงแหนเปล่า นั่นก็คือหวงแหนในสมบัติที่ไม่ใช่ของตน ผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงขวนขวายสละทรัพย์อันไม่จีรัง เพื่อเปลี่ยนเป็นบุญเปลี่ยนเป็นกุศลอันมีค่า การนำสมบัติในเมืองมนุษย์ออกไปบำเพ็ญบุญกุศลอันจะเป็นปัจจัยให้ถึงสวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัตินั้น เปรียบประดุจกับการเอาก้อนถ่านไปแลกทองคำช่างคุ้มค่าเหลือเกิน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในคัมภีร์ ขุททกนิกาย อุทาน ดังนี้ว่า "ถ้าบุคคลทั้งหลายจะพึงรู้ถึงอานิสงส์ของการให้ทานดังที่พระพุทธองค์ทรงแจ้งด้วยพระญาณของพระองค์แล้วไซร้ ถ้ายังไม่ได้ให้ทานก่อนจะไม่ยอมกินเองใช้เองเลย" นั่นแสดงว่าพระพุทธองค์ทรงเล็งเห็นอย่างชัดแจ้งด้วยพระสัพพัญญุตญาณว่า อานิสงส์แห่งการให้ทานนั้นมีมากมายมหาศาลเหลือเกิน ฉะนั้นบัณฑิตทั้งหลายผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล จึงสมาทานการให้ทานด้วยความเคารพไว้เหนือเศียรเกล้า คนชั้นต่ำนั้นย่อมตั้งความปรารถนาที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อจะมาครอบครองสมบัติในเมืองมนุษย์ ส่วนคนชั้นสูงนั้นย่อมตั้งความปรารถนาที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อจะมาครอบครองสมบัติในเมืองมนุษย์ ส่วนคนชั้นสูงนั้นย่อมตั้งความปรารถนาที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อจะมาอาศัยสมบัติในโลกมนุษย์เพื่อบำเพ็ญทานการกุศลสร้างทานบารมีของตนเองให้เต็ม เหมือนดังประวัติของพระเวสสันดรตั้งแต่วันที่ท่านประสูติจากครรภ์พระมารดา ท่านขอทรัพย์จากพระมารดาคือพระนางผุสดีเพื่อจะบริจาคแก่ยาจก และท่านก็ได้บริจาคทานตลอดจนชั่วชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ท่านมั่งคั่งร่ำรวยอยู่ในฐานะกษัตริย์ หรือเวลาที่ท่านต้องระหกระเหินซัดเซพเนจร ท่านจะสมาทานการให้ทานโดยเคารพตามความต้องการของผู้ขออยู่ตลอดชีวิต ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าคนชั้นต่ำนั้นเกิดขึ้นมาในโลกมนุษย์เพื่อสะสม ส่วนคนชั้นสูงเกิดขึ้นมาในโลกมนุษย์เพื่อสละเพื่อจำแนกทาน เพื่อบริจาค เพื่อเกื้อกูลแก่ประชุมชน แม้จะต้องเสียสละผลประโยชน์ชื่อเสียง ลาภยศหรือแม้แต่สละเลือดเนื้อและชีวิตก็ยินยอมทุกเมื่อ การให้ทานของบัณฑิตนั้นท่านให้ทานเพื่อสละจริงๆ มิใช่ให้ทานเพื่อครอบครอง การให้ทานเพื่อครอบครองนั้นเป็นอย่างไรเล่า การให้ทานเพื่ออ้างบุญคุณเพื่อทวงบุญคุณชื่อว่าครอบครองผู้รับทาน การให้แล้วตามไปดู ตามไปหวง ตามไปห่วงสิ่งของที่ให้ไปแล้วว่าผู้รับเขาเอาของเราไปทำอะไร เอาไปใช้หรือเอาไปทิ้ง อย่างนี้ชื่อว่า ครอบครองสิ่งของ คือหมายความว่ามือนั้นให้สิ่งของไปแล้วแต่ใจยังไม่ได้ให้เพราะยังตามไปดู ตามไปหวง ตามไปห่วงอยู่ การให้เพื่อได้หน้า ให้เพื่อเอาหน้า ให้เพี่ออวดคน ชื่อว่าครอบครองตนเอง ฉะนั้นท่านสาธุชนทั้งหลายจงสำเหนียกให้ดีว่า เราจะให้ทานเพื่อสละ เราจะไม่ให้ทานเพื่อครอบครอง เพราะว่าการให้ทานเพื่อให้ได้ "หัวใจดวงที่คิดสละ" คือการให้ที่สูงสุด เป็นการให้ทานที่พระอริยเจ้าทั้งปวงสรรเสริญ การให้นั้นมีหลายอย่างคือ การให้สิ่งของ ให้การช่วยเหลือ ให้การชี้แนะ ให้โอกาส ให้การยอมรับ ให้การต้อนรับ ให้ส่วนบุญกุศล ให้ความเป็นใหญ่ ให้อำนาจ ให้อิสระ ให้อภัย และให้ธรรมะ แต่จะให้สิ่งใดก็ตามที จงให้เพื่อสละ อย่าให้เพื่อครอบครอง จึงจะเกิดอานิสงส์ไพศาลของการให้ทานอย่างแท้จริง เพราะว่าการให้ทานเพื่อสละย่อมนำเกื้อหนุนผู้บริจาคทานให้เข้าถึงนิพพานได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากว่าความหมายของความวิมุตติหลุดพ้นนั้นคือการสละ การละ การวาง การหยุด และการพอ นั่นเอง นิทานเซนเรื่องหนึ่ง เล่าว่ามีคหบดีคนหนึ่งพร้อมบุตรหลานไปทำบุญที่วัดในวันขึ้นปีใหม่ เสร็จแล้วก็ขอพรจากหลวงพ่อเจ้าอาวาส พระท่านก็เขียนคำอวยพรให้ว่า "พ่อตาย ลูกตาย หลานตาย" คหบดีเห็นเข้าก็โกรธ ต่อว่าหลวงพ่อว่าเหตุใดจึงมาแช่งกันในวันมงคลเช่นนั้น หลวงพ่อตอบคหบดีว่า การตายตามลำดับอายุขัยเป็นพรอย่างยิ่งแล้ว เพราะลองคิดดูว่าหากหลานตายก่อนปู่ หรือลูกตายก่อนพ่อ ตายอย่างไม่เป็นไปตามธรรมดา ธรรมชาติ เขาจะมิยิ่งโศกเศร้าหรอกหรือ คหบดีได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจในธรรมที่หลวงพ่อให้ จึงขออภัยและคำนับขอบพระคุณด้วยความซาบซึ้งในธรรมที่ได้รับในวันขึ้นปีใหม่ ในวิถีแห่งพุทธนั้น"ความตาย" เป็นของธรรมดาอย่างยิ่ง เป็นสัจธรรมหาใช่ความอัปมงคล ต้องวิ่งหนีแต่อย่างไร กระนั้นก็ตามความเป็นธรรมดานี้ ก็มิใช่จะเป็นสิ่งที่มนุษย์ปุถุชนจะยอมรับกันได้โดยง่าย เพราะเราทุกคนย่อมมีสัญชาติญาณแห่งการเอาชีวิตรอดด้วย ในด้านหนึ่งความ "กลัวตาย" จึงเป็นสิ่งธรรมดาอีกเช่นกัน ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้เพื่อขัดเกลาธรรมชาติอย่างหลัง เพื่อให้คนเรายอมรับสัจธรรมแห่งชีวิตคือความตายนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เราสามารถจัดระเบียบกับความตายในชีวิตของเราได้อย่างเหมาะสม ด้วยความตระหนักรู้ว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา (แม้จะไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนและจะมาเมื่อไร) การสั่งสมการเรียนรู้เพื่อให้ยอมรับว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จึงเป็นสิ่งจำเป็นทั้งในยามที่เรายังเป็นหนุ่มสาวและเป็นไม้ใกล้ฝั่ง มิใช่เฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้น หรือเมื่อถูกคุกคามด้วยโรคร้ายที่ไม่อาจรักษา ในวัฒนธรรมของชาวพุทธการหมั่นเจริญมรณานุสติคือวิถีหนึ่งที่ช่วยเราไม่ให้ประมาทในชีวิต ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งในการพัฒนาตนเอง ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัวตายอย่างทุรนทุราย เสมือนคนวิ่งหนีเงาตนเอง แต่ก็มิใช่ยอมจำนนกับอุปสรรคของชีวิต ด้วยการเอาความตายเป็นทางออกโดยไม่พัฒนาตนเองขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เผชิญนั้น ในทางตรงข้าม ผู้มีสติซึ่งตระหนักรู้ว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะมาถึงเองในวันหนึ่งข้างหน้า จึงควรอดทนต่อสู้ให้อุปสรรคผ่านพ้นไปตราบที่ยังมีลมหายใจ กระบวนการเรียนรู้เพื่อจัดระเบียบความตาย จึงเป็นสิ่งที่บุคคลควรได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาในวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิต ในสมัยเดิมนั้น การที่ครอบครัวอยู่ร่วมกันหลายช่วงอายุ การเปลี่ยนแปลงของกายสังขาร การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง โดยเฉพาะธรรมเนียมการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ การตั้งศพ - เก็บศพที่บ้าน เพื่อให้ความตาย-คนตายเป็นสิ่งธรรมดา ประเพณีพิธีกรรมของการตายเป็นเครื่องมือสำคัญของการส่งผ่าน "สัจธรรมแห่งการตาย" ให้แก่ผู้อยู่ใกล้ชิดได้เรียนรู้ ไม่ว่าบทสวดต่าง ๆ ของพระซึ่งมุ่งให้เห็นความเป็นธรรมดาของความตาย ประเพณีการอุทิศส่วนกุศล พิธีตัดทางกล้วยเพื่อแยกภพระหว่างผู้อยู่และผู้วายชนม์ ฯลฯ ล้วนส่งผ่านความเชื่อว่าความตายมิใช ่"การสิ้นสุด" หรือจบสิ้น จึงไม่ต้องเศร้าโศกฟูมฟายจนเกินไป โดยเฉพาะธรรมเนียมการเก็บศพแล้วเปิดโลงก่อนเผา เพื่อให้ญาติพี่น้องคลายความเศร้าโศกเพราะศพสภาพเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดน่ากลัว เกิดความปลงสังเวชตัดอาลัยในรูปกาย รำลึกถึงแต่คุณงามความดีของผู้ล่วงลับ การเรียนรู้นี้ มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในครอบครัวผู้ตายเท่านั้น หากยังเป็นบทเรียนมรณานุสติแก่คนทั้งชุมชนด้วย จากการมาร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ได้ร่วมแบ่งปันทั้งความรู้สึกเอื้ออาทรและทรัพยากรที่ตนเองมีเพื่อช่วยจัดการศพ มีการขอขมาและการให้อโหสิกรรมเพื่อละวางความอาฆาตจองเวร และตระหนักรู้ว่ามนุษย์ทำผิดพลาดกันได้ ควรให้อภัยแก่กันและกัน และในขั้นตอนสุดท้ายคือการเผาศพ ก็เป็นโอกาสให้คนในชุมชนทั้งหมดมาร่วมกันเฝ้าดูการสิ้นสุดแห่งรูปกายที่มิอาจพกพาสิ่งใดไปได้ เกิดการปล่อยวางความโลภ ความโกรธ และความหลง ประเพณีเกี่ยวกับความตายจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ให้ดีขึ้นอย่างสำคัญ สังคมสมัยใหม่ได้ทำให้สาระของประเพณีพิธีกรรม ซึ่งทำหน้าที่ส่งผ่านค่านิยมความเชื่อ ในเรื่องเกี่ยวกับความตาย เลือนหายไป ชีวิตสมัยใหม่จึงอยู่กันแบบไม่มีกระบวนการเรียนรู้ทั้งในระดับชีวิตและระดับสังคม ทุกวันนี้ผู้คนไปงานศพตามมารยาทมากกว่าอย่างอื่น คนยุคใหม่จึงมีชีวิตอยู่โดยลืมนึกไปว่าตัวเองต้องตาย จะมานึกถึงต่อเมื่อความตายเข้ามาสะกิดตนเองโดยตรงแล้วเท่านั้น คนสมัยใหม่ปฏิเสธพิธีกรรมว่างมงาย "ไม่เป็นวิทยาศาสตร์" โดยไม่เข้าใจว่า ค่านิยมความเชื่อในทางนามธรรม ไม่อาจส่งผ่านให้สืบเนื่องได้โดยอาศัยการสอนการพูดเพียงประการเดียว หากจะต้องมีรูปแบบหรือโครงสร้างแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลได้เข้ามาสัมผัสเรียนรู้ จนเกิดความ "ประจักษ์แก่ใจ" ในสัจธรรมร่วมกัน ไม่ว่าชีวิตหลังความตายจะมีหรือไม่ก็ตาม แต่การคิดเผื่อไว้ว่า ชีวิตเป็นวัฏฏะยังมีการเดินทางต่อหลังการตาย ได้ช่วยเอื้อให้มนุษย์รู้จักใช้ชีวิตในปัจจุบันด้วยความไม่ประมาท ไม่เบียดเบียนกัน มีความขวนขวายที่จะสะสมความดีงามที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ผู้อื่น และโลก เพื่อไม่ให้เสียแรงที่เกิดมาใช้ทรัพยากรของผู้อื่นเปล่าๆ ไม่ว่าของมนุษย์ด้วยกันเอง, สังคม, โลก สันติสุขย่อมเกิดขึ้นแก่สรรพชีวิตในภพปัจจุบันอย่างทันตาเห็นมิใช่หรือ อย่างน้อยที่สุด วิธีคิดดังกล่าว ย่อมดีกว่า มีประโยชน์มากกว่า การคิดว่าชีวิตปิดบัญชีเบ็ดเสร็จในครั้งเดียว ไม่รู้จะทำความดีไปทำไม ทำความชั่วดีกว่า ทำสิ่งที่ตนเองพอใจ อยากมี อยากเป็นให้สุด ๆ ไปเลย ใครจะหายนะอย่างไรไม่เป็นไร ทรัพยากรหมดโลกก็ช่าง (ใครอยู่ก่อนได้ใช้ก่อน) แต่ขณะเดียวกันตนเองก็ถูกบีบคั้นจากความทุกข์ที่พยายามจะต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งต้องการ และทุรนทุรายจากความพยายามที่จะทำให้ชีวิตหนึ่งเดียวนี้แก่ช้าที่สุด อยู่นานมากที่สุด โลกทัศน์ของมนุษย์ที่มีต่อความตาย จึงทำให้โลกนี้เป็นได้ทั้งนรกและสวรรค์ในเวลาเดียว ขึ้นอยู่กับว่า เราจะตั้งท่าทีต่อความตายอย่างไร การจัดระเบียบความตายให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความคิดและการใช้ชีวิตในสังคม จึงเป็นสิ่งที่เราอาจจะต้องช่วยกันคิดช่วยกันสร้างให้เกิดมีขึ้นมากกว่านี้ บางทีการได้เจริญมรณานุสติอาจช่วยให้บุคคลตระหนักรู้ว่า ได้มา ๔๐๐ เสียง หรือ ๕๐๐ เสียง ตายแล้วก็เอาอำนาจไปไม่ได้อยู่ดี ทิ้งไว้ข้างหลังไม่ทันข้ามวันก็สิ้นสลาย แต่หากทิ้งความดีงามไว้ แม้เอาไปไม่ได้เช่นกัน แต่ก็ไม่สิ้นสูญในชั่วข้ามคืน หากจะอยู่เป็นมรดกที่ยั่งยืนแก่ลูกหลานและมนุษยชาติไปเนิ่นนาน ข้ามภพข้ามชาติได้จริงทีเดียว ****************
วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
กรรมทันตาเห็น Action acts
What is sin? Medicine is the action acts as a 2. Is ......... 1. To do good deeds. 2. To do evil deeds. The good deeds done. This acts as a favor or a charity. Action evil deeds. This action is a sin or a sin. If merit good result when we will find happiness and prosperity. Prosperous and successful fulfillment of earnings mobility in patients will be. Cured the sick will return the love ...... etc. If sin sin results when we will see the distress. Depreciation failure disappointment of loss of patients is inadequate will. Would be bored to death in love, etc. ...... So the word "karma" means the good and bad karma with it. The action is the result of the deeds. Medicine is both heavy and light karma. Clinic will result in heavy or light, the result will depend on how. Assembly or Medicine. Tmkrrm is intended to do (accidentally or deliberately do) or do not mind (not intended. A) If our good intentions of good results will affect very opposite. If we do not intend to be good. Result of good would result in little or no. If no result, we intend or have intended to include evil or evil deeds. The results of our evil will affect us much. But if we do not. Intentionally or not does not intend to make good or evil. We will get results. Of evil, or at least as bad. Whether it's good (favors. Charity) or do bad (sin sin) of us from our actions. 3 is at the ...... 1. The physical action. 2. Oral action. 3. To do mentally. The action means the physical body Tmkrrm or operators. Sure enough karma or action. Action refers to the use of oral speech speech Tmkrrm. Medicine or operators. Actions caused by mental means or the use of imagery. Or operators think Tmkrrm Medicine. Medicine is a result of when. Actions or deeds that operators Medicine. Of ourselves and / or other people. Make of us and others in trouble or not. Uncomfortable and unhappy. Beginning of the operation of the Clinic or Tmkrrm. Will start from the mind or our thoughts before. Frequently enough to think they will. Results to include words or deeds Tmkrrm up. Now they speak often enough into the body. Or our body Tmkrrm or no action. The assembly of Medicine. Physical and verbal actions cause. Ehgakrrmnaiewr. The assembly. Medicine used or caused by our thoughts. Ehgakrrmnaiewr but is not. Will Medicine Clinic Baton arising from or is Ehgakrrmnaiewr. We are able to do. Making changes if the person has mental Apiyya. Precepts that are pure and fair. It is important to use in negotiations or guide to Ehgakrrmnaiewr. Not so Ehgakrrmnaiewr he will not tolerate and we obey. If unluckily said. Whose fate is still alive. Everyone must resolve themselves. Solve both be reconciled to that. To each of the deeds will not continue and will continue across other world multinationals. If we have another or to be reconciled with him upon his intransigence. We think not impress. But what they are thinking and tied angry. Vindictive vindictive alone it will. Into his mental work and is unjust deeds follow them wherever they alone if. If he does not think to stop it. Medicine physical and verbal acts that already. People have seen angels knowledge. The emotional Medicine. The feeling that our. Nobody knew, nobody saw. The only addition to our own. Who will think good thoughts. Not good it will keep in the mental mind that individual forever. Does not accumulate to any good. What good is some merit to what you like to do more than blame each other if anything is. Than the previous result and it would make the other side with power. Added to the same result again. This เเหละ unjust deed. Unjust deed is unsolvable. In the words of the Buddhism that "Tmkrrm what would have been effective. Plant species which are planted would have the effect of plant species that "our objective to make. Have been circulating a circular die together and result in endless suffering and happiness, we both were mixed together. Today is the result to the Buddha. Must be learned and. Education must be wrong mental training practice meditation together. To improve mental to not give up. Mental training aims to lower the release (nirvana King) to his deeds of this kind if nirvana. When it becomes immediately be reconciled. Every unjust deed is no need to resolve itself. Who help us at all. Do not rush sought to help other people is that they are. That's just in her. It favors charitable acts have no place to create and own ทำเอา. No sales and no free-throw. Others are only people who guide our times. Medicine is also received from our father and mother again. We received two. 25% for each party when we start fertilization in pregnant mothers and 50% are infected. The other 50% of our total is 100% with both the good (good) and. Evil (not good) if you are part of a very comfortable we will not upset anything. If we now suffering discomfort, difficult problems, it is ugly. (Not good), it resulted in us then. Our solution is to create a charitable favors building. Create as many good things to have to press the power redundancy bad (evil) does not affect it much. This itself is no problem. But do we have here and the effort. And more patience to be successful. Not as good, or do not know. Evil little perseverance, but the result very soon. Retribution that is not enough parties. When this good result. Otherwise ill be inserted as soon as they Ehgakrrmnaiewr pending. Rhythm to the play we were. Devil or Satan will have power up your occult incantations. Black variable will be inserted immediately. Spirituality is to recapture his low. Called "sun set" ghost is enough light falling devil would lie in the soul is re-inserted. Suffering both physically and by no heart Now. Do not rush to find and get help from anyone. No halo Let accelerate. Will be suffering with all sad but happy together. Tricked everyone .........
กรรม หมายถึง การกระทำ เป็นคำกลางๆ หากต้องการรู้ว่าเป็นการทำดีหรือชั่ว ก็ดูที่คำนำหน้า เช่น กุศลกรรม เท่ากับทำดี อกุศลกรรม เท่ากับทำชั่ว มี ๑๒ ประการ
๑. ให้ผลตามคราว
๑.๑ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี้ หมายถึง กรรมที่สัตว์ทั้งหลายจะพึงได้รับผลในชาตินี้ สามารถให้ผลในปัจจุบันภพ โดยไม่ต้องรับผลในชาติหน้าหรือชาติอื่นๆ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "กรรมทันตาเห็น" คือ ให้ได้เห็น ให้ได้ยิน ให้ได้กลิ่น ให้ได้ลิ้มรส ให้รู้สึกกับการสัมผัสสิ่งที่ดี และไม่ดีในภพปัจจุบัน แต่ไม่สามารถที่จะทำให้เจ้าของกรรมได้รับผลในชาติหน้าหรือชาติอื่นๆต่อไป ไม่ว่าจะให้ไปเกิดในสุคติภูมิหรือทุคติภูมิก็ตาม เพราะกุศลเจตนาหรืออกุศลเจตนา ในขณะทำกรรมอยู่มีกำลังอ่อน แบ่งเป็น ๒ คือ
๑. ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมที่มีกำลังแก่กล้าแล้ว สามารถให้ได้รับผลเห็นในชาตินี้ภายใน ๗ วัน
๒. อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมกรรมที่ยังไม่ถึงความแก่กล้าเต็มที่ แต่สามารถบันดาลให้เจ้าของกรรมได้รับผลในชาตินี้ หลังจากที่เขาได้กระทำกรรมแล้วล่วงเลย ๗ วัน เป็นต้นไป
๑.๒ อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดในภพหน้า หมายถึง กรรมที่ให้ผลในชาติที่สอง คือ เมื่อบุคคลทำกรรมนี้แล้วย่อมได้รับผลแห่งกรรมที่ตนทำในชาติหน้า ต่อจากชาตินี้แน่นอน และเป็นกรรมที่ต้องได้รับผลเมื่อสิ้นใจจากภพปัจจุบัน เข้าสู่ภพที่สองแบ่งเป็น ๒ คือ
๑. อุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายกุศล ได้แก่ กรรมฝ่ายกุศลที่หนัก คือ มหัคคตกุศล อันจะกล่าวในเรื่อง ครุกรรม ต่อไป
๒. อุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายอกุศล ได้แก่ บาปหนัก หมายถึง อนันตริยกรรมทั้ง ๕ และอีกอย่างหนึ่ง คือนิยตมิจฉาทิฏฐิกรรม ได้แก่ ความเห็นผิดที่ดิ่งจนไม่สามารถแก้ไขได้
๓. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพสืบๆ ไป หมายถึง เมื่อบุคคลทำกรรมแล้วย่อมได้รับผลแห่งกรรมที่ทำนั้นตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เป็นกรรมที่สามารถส่งผลให้ทันที เมื่อได้โอกาสในอนาคตกาล ตราบใดที่เจ้าของกรรมยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร อปราปรเวทนียกรรมจะป็นอโหสิกรรมไม่ได้ จนกว่าจะส่งผลเสร็จแล้วเท่านั้น
๔. อโหสิกรรม กรรมให้ผลเสร็จแล้ว หมายถึง กรรมที่ล่วงเลยเวลา ส่งผลให้แก่บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรม คือเจตนาที่อยู่ในทิฏฐธรรมเวทนียกรรมกับที่อุปปัชชเวทนียกรรม มีกำหนดในชาติที่ ๒ เท่านั้น และเจตนาที่อยู่ในอปราปรเวทนียกรรม มีกำหนดเวลาส่งผลยาวนาน ตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป จนกว่าเจ้าของกรรมจะบรรลุพระอรหัตตผล และดับขันธปรินิพพาน เจตนาดังกล่าวนี้ เมื่อล่วงเลยเวลาตามที่กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถส่งผลให้เจ้าของกรรมได้
กรรม หมายถึง การกระทำ เป็นคำกลางๆ หากต้องการรู้ว่าเป็นการทำดีหรือชั่ว ก็ดูที่คำนำหน้า เช่น กุศลกรรม เท่ากับทำดี อกุศลกรรม เท่ากับทำชั่ว มี ๑๒ ประการ
๑. ให้ผลตามคราว
๑.๑ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี้ หมายถึง กรรมที่สัตว์ทั้งหลายจะพึงได้รับผลในชาตินี้ สามารถให้ผลในปัจจุบันภพ โดยไม่ต้องรับผลในชาติหน้าหรือชาติอื่นๆ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "กรรมทันตาเห็น" คือ ให้ได้เห็น ให้ได้ยิน ให้ได้กลิ่น ให้ได้ลิ้มรส ให้รู้สึกกับการสัมผัสสิ่งที่ดี และไม่ดีในภพปัจจุบัน แต่ไม่สามารถที่จะทำให้เจ้าของกรรมได้รับผลในชาติหน้าหรือชาติอื่นๆต่อไป ไม่ว่าจะให้ไปเกิดในสุคติภูมิหรือทุคติภูมิก็ตาม เพราะกุศลเจตนาหรืออกุศลเจตนา ในขณะทำกรรมอยู่มีกำลังอ่อน แบ่งเป็น ๒ คือ
๑. ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมที่มีกำลังแก่กล้าแล้ว สามารถให้ได้รับผลเห็นในชาตินี้ภายใน ๗ วัน
๒. อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมกรรมที่ยังไม่ถึงความแก่กล้าเต็มที่ แต่สามารถบันดาลให้เจ้าของกรรมได้รับผลในชาตินี้ หลังจากที่เขาได้กระทำกรรมแล้วล่วงเลย ๗ วัน เป็นต้นไป
๑.๒ อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดในภพหน้า หมายถึง กรรมที่ให้ผลในชาติที่สอง คือ เมื่อบุคคลทำกรรมนี้แล้วย่อมได้รับผลแห่งกรรมที่ตนทำในชาติหน้า ต่อจากชาตินี้แน่นอน และเป็นกรรมที่ต้องได้รับผลเมื่อสิ้นใจจากภพปัจจุบัน เข้าสู่ภพที่สองแบ่งเป็น ๒ คือ
๑. อุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายกุศล ได้แก่ กรรมฝ่ายกุศลที่หนัก คือ มหัคคตกุศล อันจะกล่าวในเรื่อง ครุกรรม ต่อไป
๒. อุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายอกุศล ได้แก่ บาปหนัก หมายถึง อนันตริยกรรมทั้ง ๕ และอีกอย่างหนึ่ง คือนิยตมิจฉาทิฏฐิกรรม ได้แก่ ความเห็นผิดที่ดิ่งจนไม่สามารถแก้ไขได้
๓. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพสืบๆ ไป หมายถึง เมื่อบุคคลทำกรรมแล้วย่อมได้รับผลแห่งกรรมที่ทำนั้นตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เป็นกรรมที่สามารถส่งผลให้ทันที เมื่อได้โอกาสในอนาคตกาล ตราบใดที่เจ้าของกรรมยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร อปราปรเวทนียกรรมจะป็นอโหสิกรรมไม่ได้ จนกว่าจะส่งผลเสร็จแล้วเท่านั้น
๔. อโหสิกรรม กรรมให้ผลเสร็จแล้ว หมายถึง กรรมที่ล่วงเลยเวลา ส่งผลให้แก่บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรม คือเจตนาที่อยู่ในทิฏฐธรรมเวทนียกรรมกับที่อุปปัชชเวทนียกรรม มีกำหนดในชาติที่ ๒ เท่านั้น และเจตนาที่อยู่ในอปราปรเวทนียกรรม มีกำหนดเวลาส่งผลยาวนาน ตั้งแต่ชาติที่ ๓ เป็นต้นไป จนกว่าเจ้าของกรรมจะบรรลุพระอรหัตตผล และดับขันธปรินิพพาน เจตนาดังกล่าวนี้ เมื่อล่วงเลยเวลาตามที่กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถส่งผลให้เจ้าของกรรมได้
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)